p22

เซลล์เชื้อเพลิงเป็นอุปกรณ์ทดแทนเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้าแบบเก่าๆ มีข้อดีทั้งในเรื่องของประสิทธิภาพและการไม่ปล่อยของเสียให้เป็นภาวะมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เสียแต่ปัจจุบันยังมีราคาค่อนข้างแพง ละต้องสั่งซื้อชิ้นส่วนจากต่างประเทศเข้ามาเกือบทั้งหมด แม้ว่าได้มีการผลิตชุดสำเร็จูปขายกันในเชิงพานิชย์แล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก จะมีก็แต่เฉพาะในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่หลายบริษัทในต่างประเทศกำลังพัฒนาออกมาขายแข่งกัน 

รูปข้างบนแสดงหลังการทำงานอย่างง่าย ของเซลล์เชื้อเพลิงชนิด Proton Exchange Membrane (PEM) อาศัยเชื้อเพลิงคือก๊าซไฮโดรเจน และก๊าซออกซิเจนจากอากาศเป็นแหล่งกำเนิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าจากปฏิกริยาเคมี ที่เรียกว่าออกซิเดชั่นของก๊าซไฮโดรเจน ได้เป็นโปรตอนไหลผ่านแผ่นพอลิเมอร์ (สีฟ้า) และอิเล็กตรอนไหลผ่านวงจรไฟฟ้าภายนอก ดังนี้ 

2H2 --> 4H+ + 4e-

ทั้งโปรตอนและอิเล็กตรอนก็ไหลไปเจอกับก๊าซออกซิเจน โดยอาศัยตัวเร่งปฏิกริยาหรือ Catalyst ซึ่งทำด้วยแพลทินั่ม ก็จะเกิดปฏิกริยารีดักชั่นจนได้น้ำบริสุทธิ์ออกมา

4H+ + O2 +4e- --> 2H2O

แรงดันไฟฟ้าที่ได้ต่อหนึ่งเซลล์มีค่าประมาณหนึ่งโวลต์และได้กระแสออกมามากถึงหลายสิบแอมแปร์ ซึ่งถ้านำมาต่ออนุกรมกัน (Fuel Cell Stack) หลายๆเซลล์ ก็จะได้แรงดันไฟฟ้า เช่น 12 โวลต์ เหมือนกับแบตเตอรีได้่ 

ขณะนี้กำลังจะมีการร่วมมือกันทำโครงการระดับชาติ จากหลายมหาวิทยาลัยดังๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งจากหน่วยงานของกรมการพลังงานทหาร ด้วยงบประมาณหลายล้านบาท เพื่อวิจัยและพัฒนาเซลล์เชื้อเพลิง ให้สามารถนำไปมาใช้ในทางปฏิบัติได้จริงด้วยเทคโนโลยีของเราเอง ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี

ส่วนที่ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร. ถิรพัฒน์ วิลัยทอง ก็เป็นหนึ่งในโครงการนี้  ที่กำลังพัฒนาเซลล์เชื้อเพลิงแบบ PEM คาดว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะสามารถผลิตแหล่งกำเนิดพลังงานไร้มลพิษนี้ได้ด้วยมันสมองของนักวิจัยไทย กับเทคโนโลยีที่เราพัฒนาขึ้นเอง และใช้วัตถุดิบภายในประเทศ

นำมาจาก  http://physics.science.cmu.ac.th/ps/


โดย: ณฤทธิ์ ปิฎกรัชต์ 

                                                                             pnarre@hotmail.com
                                                                             www.geocities.com/goodnarit

.Stephen Wolfram ชื่อนี้เป็นชื่อของใคร และมีความสำคัญอย่างไร ชื่อนี้คงเป็นชื่อของบุคคลหนึ่งที่ไม่น่าสนใจ ถ้ามันไม่ใช่ชื่อของ นักฟิสิกส์ผู้ชาญฉลาด นักธุรกิจชื่อดัง และนักคิดที่น่าสนใจ และผู้ให้กำเนิดโปรแกรม Mathematica ซึ่งได้รับการยอมรับว่า เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณ ที่มีประโยชน์ และมีคุณภาพจนได้รับการยอมรับในวงการ
วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมไปทั่วโลก 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2545 เขาได้เปิดตัวหนังสือที่แค่คุณได้ยินชื่อ จะต้องอยากหามาอ่าน เรื่อง "A New Kind of Science"   "เขากล่าวว่า วิทยาศาสตร์ที่เรามีมากว่า 300 ปีนั้น (ตั้งแต่ยุคของนิวตัน) มันแตกแขนงไปแล้ว แต่ผมสามารถเชื่อมต่อมันได้ เขาใช้เวลานานกว่า 20 ปี โดยใช้แนวคิดของ cellular automata ในการเขียนหนังสือเล่มนี้ คำว่า cellular automata นั้น หมายถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ทำงานโดยอาศัย แถวของจุด (pixels) บนจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งเขาเรียกมันว่า cell มีกฎง่าย ๆ เพื่อที่จะแปลง cell อันหนึ่งไปเป็นอีกอันหนึ่งอยู่ว่า "ถ้าจุดที่กำหนดตำแหน่งถูกประกบด้วยจุดที่มีสีตรงกันข้ามจากด้านข้างแล้ว เวลาเขียนจุดที่สอดคล้องในแถวถัดไปให้กลับสีของจุดนั้น ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นก็ปล่อยให้เป็นเหมือนเดิม" 

Stephen Wolfram ได้ใช้ cellular automata ในการอธิบาย (แสดงหรือสร้างรูปแบบนั้น บนจอคอมพิวเตอร์) ปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ ทั้ง ฟิสิกส์ ชีววิทยา เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น รูปแบบเส้นทางเดินของ subatomic particle จากเครื่องเร่งอนุภาค โครงร่างของเส้นโค้งกาลอวกาศ (space-time) ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากสมการของ Einstein รูปแบบการแตกแขนงของวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต หรือไม่ว่าจะเป็นลายบน เปลือกหอยหรือใบไม้ ซึ่งเขาสามารถสร้างขึ้นได้บนจอคอมพิวเตอร์

 Stephen Wolfram ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บุกเบิกฟิสิกส์สาขานี้ตั้งแต่ในยุคต้น
ทศวรรษ 1980 สิ่งที่น่าสนใจคือ เขาได้ตั้งข้อสังเกตว่าในช่วง 300 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้ทำให้วิทยาศาสตร์ยุ่งยาก โดยการพยายามเขียนสมการที่ยุ่งยาก เพื่อแก้ปัญหาในธรรมชาติ ซึ่งจริงแล้วเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เพราะสมการแบบนั้น หนึ่งสมการสามารถ อธิบายเหตุการณ์ได้ทีละเหตุการณ์เท่านั้น ดังนั้นเราจึงไม่เคยแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนได้ โดยการแก้สมการเพียงสมการเดียว เขาจึงคิดว่านักวิทยาศาสตร์ควรที่จะศึกษา cellular automata อย่างจริงๆ จังๆ มากกว่าที่จะไปพยายามแก้สมการอันซับซ้อน 

จากที่ผู้เขียนเล่ามาถึงตรงนี้ ผู้อ่านอาจจะกำลังสงสัยว่าทำไมเขาจึงมีความคิดเช่นนี้ Stephen Wolfram นั้นไม่ใช่นักฟิสิกส์จากหลังเขาที่โนเนม เขาเป็นนักฟิสิกส์ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับ ในสาขาฟิสิกส์อนุภาคและจักรวาลวิทยา ก่อนที่เขาจะเริ่มสนใจงานทางด้านระบบที่ ซับซ้อน (complex systems) เขาเกิดเมื่อปี 1959 ที่ London และได้รับปริญญาเอก ทางฟิสิกส์ทฤษฎีเมื่ออายุเพียง 20 ปีเท่านั้น !!! นอกจากนี้เขาได้ตีพิมพ์บทความทาง วิทยาศาสตร์ครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 15 ปี เขาเริ่มงานทางฟิสิกส์ในสาขาฟิสิกส์พลังงานสูง และทฤษฎีสนามควอนตัม เขาได้มีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์ครั้งแรกในปี 1973 และเขาเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ ในการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ราวปี 1979 หลังจากที่เขาได้รับปริญญาเอก 2 ปี เขาก็ได้รับรางวัล MacArthur ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับบุคคลที่มีความสามารถเด่นไม่ว่าสาขาใด ๆ (ดูเพิ่มเติมที่ http://www.macfound.org

ความทะเยอทะยานของเขาในการเสาะหาวิชาวิทยาศาสตร์แบบใหม่ (ซึ่งเป็นชื่อของ หนังสือที่เขาเพิ่งตีพิมพ์) เกิดขึ้นประมาณปี 1981 เมื่อเขาต้องการที่จะพัฒนา ทฤษฎีแห่งความซับซ้อน (theory of complexity) ในธรรมชาติ เครื่องมือหรือ ห้องทดลองของเขาก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์ และ cellular automata ที่ได้กล่าวไปแล้ว และนั่นก็เป็นต้นกำเนิดการวิจัยของระบบซับซ้อน (complex system research) ตลอดเวลานั้นจนถึงปี 1985 เขาได้ทุ่มเทเวลากับการวิจัยกับระบบซับซ้อน งานบางส่วนของเขาก็ได้รับการยอมรับ เช่น ระบบที่ทำให้เกิดการสุ่มแบบใหม่ (a new randomness generation system) และการแก้ปัญหาพลศาสตร์ของเหลวแบบใหม่


ในปี 1986 ความเป็นนักธุรกิจของเขา ก็ได้แสดงออกมาเมื่อเขาจัดตั้งศูนย์วิจัย ของเขาเอง โดยตั้งชื่อว่า Wolfram Research หลังจากที่เขามีประสบการณ์ การทำงานในสถาบันชั้นนำทางฟิสิกส์ ของโลก ที่ Caltech (ที่ Richard Feynman ทำงานเมื่อเขายังมีชีวิตอยู่) และที่ Institute For Advanced Study in Princeton (ที่ Einstein เคยทำงาน) และเป็นศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ University of Illinois  Feynman เคยบอกเขาว่า "คุณ ควรที่จะใช้ชีวิตเยี่ยงปุถุชนทั่วๆ ไปให้มากกว่านี้ " Stephen Wolfram นั้น แทบไม่รับฟังเลย เหตุที่ Feynman บอกเช่นนี้ ผู้เขียนคิดว่า น่าจะเป็นเพราะว่าบุคลิกส่วนตัวของเขาทั้งสองตรงกันข้ามกัน Wolfram เป็นผู้ที่เชื่อคอมพิวเตอร์เอามาก ๆ เขาได้พัฒนาโปรแกรม Mathematica และได้เปิดตัวสู่สาธารณชนในปี 1988 จนได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม โปรแกรมตัวนี้เอง ที่ทำให้เขาพลิกตัวเป็นนักธุรกิจใหญ่ได้ 

นับตั้งแต่นั้นมา Wolfram Research ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมพัฒนา software ที่โดดเด่นทั้งด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ ในปี 1991 เขาก็ได้เปิดตัว Mathematica รุ่นที่สอง และเข้าทำงานในตำแหน่งประธานและ CEO ของ
Wolfram Research

"A New Kind of Science" ขนาด 1,200 หน้า ซึ่งตอนนี้มีวางออกจำหน่ายแล้ว ไม่ว่าหนังสือเล่มนี้จะโด่งดังแค่ไหน คงจะไม่ใช่สิ่งที่เราต้องถาม สิ่งที่ได้เรียนรู้ ณ ที่นี้ ก็คือ นักฟิสิกส์ไม่จำเป็นต้องทำงานที่มหาวิทยาลัยหรือที่ห้องทดลองเท่านั้น ความเป็นอัจฉริยะสามารถก่อให้ เกิดสิ่งใหม่ ๆ ได้อยู่เสมอ 

เรียบเรียงจาก :

1) นิตยสาร TIME EUROPE ฉบับ 10 ม.ย. 2545 
2) http://www.stephenwolfram.com 


ห่วงสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์

ภาพถ่ายพื้นผิวดวงอาทิตย์ภาพนี้ เป็นภาพในย่านอัลตราไวโอเลต พื้นที่ๆ ดูมืดคล้ำมีอุณหภูมินับพันองศาเซลเซียส บริเวณสว่างที่กลางภาพคือกลุ่มของจุดดำบนดวงอาทิตย์ที่มีชื่อว่า AR 9169 ก๊าซที่เรืองแสงส่องสว่างและเคลื่อนที่อยู่รอบๆ จุดดำมีอุณหภูมิสูงกว่าหนึ่งล้านองศาเซลเซียส สาเหตุของความร้อนสูงนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของห่วงสนามแม่เหล็กภายในพลาสมาของดวงอาทิตย์ กลุ่มจุดดำ AR 9169 ปรากฏบนผิวดวงอาทิตย์เมื่อเดือนกันยายน 2543 และหายไปใน 2-3 สัปดาห์ต่อมา  นำมาจาก  http://thaiastro.nectec.or.th/picoftheweek/index.html


สถานีอวกาศมีร์

ขณะที่ยานขนส่งอวกาศดิสคัฟเวอรี กำลังโคจรอยู่รอบโลก เพื่อไปปฏิบัติภารกิจ ในอวกาศเมื่อ เดือนมิถุนายน 2541 นักบินของยาน ได้ถ่ายภาพเมฆหนาทึบ ในบรรยากาศที่ปกคลุม ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน รวมทั้งบริวารสองดวง ของโลก นั่นคือ สถานีอวกาศมีร์ของรัสเซีย ทางขวามือไกลออกไป คือดวงจันทร์ สถานีอวกาศมีร์ โคจรรอบโลก ด้วยคาบ 90 นาที ขณะที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก ด้วยคาบประมาณ 28 วัน สถานีอวกาศมีร์ สิ้นสุดภารกิจในอวกาศ เมื่อเดือนมีนาคม 2544 ด้วยการบังคับให้ตกลง และเผาไหม้ในบรรยากาศโลก   http://thaiastro.nectec.or.th/picoftheweek/index.html


ยุโรปาภาพนี้ดูคล้ายกับดวงจันทร์ที่เราคุ้นเคย แต่แท้จริงเป็นภาพถ่ายของยุโรปา ดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี ซึ่งถ่ายได้โดยยานวอยเอเจอร์ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2522 ส่วนที่มองเห็นนี้เป็นที่ราบของน้ำแข็ง ร่องรอยเป็นทางยาวน่าจะเกิดจากน้ำแข็งผสมกับดิน ที่ขอบของด้านมืดกับด้านสว่าง จะเห็นร่องรอยของส่วนที่ขรุขระไม่สม่ำเสมอ ยุโรปามีขนาดใกล้เคียงกับดวงจันทร์ของโลก แต่มีพื้นผิวที่เรียบกว่า ไม่พบร่องรอยของหลุมขนาดใหญ่ที่เกิดจากอุกกาบาต ข้อมูลจากยานกาลิเลโอที่กำลังโคจรอยู่รอบดาวพฤหัสบดีในขณะนี้แสดงว่า อาจมีมหาสมุทรอยู่ภายใต้ผิวน้ำแข็งนี้ นาซามีแผนที่จะส่งยานอวกาศไปสำรวจยุโรปาด้วยเรดาร์ เพื่อวิเคราะห์ความหนาของเปลือกน้ำแข็ง หากเป็นไปได้ อนาคตอาจมีการส่งยานลงไปภายใต้เปลือกน้ำแข็งของยุโรปา เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิต http://thaiastro.nectec.or.th/picoftheweek/index.html


เนบิว

วิลเลียม เฮอร์เชล ค้นพบเนบิวลาดาวเคราะห์ ที่มีชื่อว่าเนบิวลาเอสกิโม (Eskimo nebula) หรือ NGC 2392 เมื่อปี ค.ศ. 1787 ภาพนี้เป็นภาพถ่ายจาก กล้องโทรทรรศน์ อวกาศฮับเบิล แสดงให้เห็นโครงสร้าง ที่ซับซ้อนของเมฆหมอกก๊าซ ภายในเนบิวลา รูปร่างแบบเส้นใย ที่ปรากฏอยู่ด้านใน เกิดจากอนุภาคที่ถูก ผลักดันออกมาจาก ดาวฤกษ์ที่ใจกลาง เนบิวลาเอสกิโม อยู่ห่างออกไป ประมาณ 5,000 ปีแสง มีอันดับความสว่าง 10 สามารถมองเห็นได้ ด้วยกล้องโทรทรรศน์ บริเวณกลุ่มดาวคนคู่   นำมาจาก   http://thaiastro.nectec.or.th/picoftheweek/index.html


 

อากาศพลศาสตร์คืออะไร  

 
(เก็บความจาก เรื่อง What is aerodynamics ? ของ Kelvin Chua จาก Young Scientist No. 80, 1997 p.5) โดย ประสาน สร้อยธุหร่ำ


อากาศพลศาสตร์ (aerodynamics) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับแรงที่อากาศกระทำต่อวัตถุ ในขณะที่วัตถุนั้นเคลื่อนที่ผ่านอากาศวัตถุอาจเป็นเครื่องบิน เรือ และวัตถุอื่น ๆ
นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร สถาปนิก ได้ศึกษาถึงแรงดังกล่าว เพื่อนำความรู้มาออกแบบ และสร้างเครื่องบินหรือยวดยานอื่นๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับแรงที่อากาศจะกระทำต่อสิ่งเหล่านั้น
ปัจจุบัน นอกจากนักออกแบบและผู้สร้างอากาศยานทั้งหลาย จะนำหลักของอากาศพลศาสตร์มาใช้ในการออกแบบหรือปรับปรุง รูปแบบเครื่องบิน เรือดำน้ำและยวดยานอื่นๆ แล้วสถาปนิกยังได้นำ หลักการเดียวกันนี้มาใช้ในการออกแบบสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เช่น สะพาน ตึกระฟ้า และอื่น ๆ ให้สามารถมีความคงทนต่อแรงลมด้วย
อากาศพลศาสตร์เกี่ยวข้องกับแรงที่อากาศกระทำต่อวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ 2 แรง คือ แรงยก และแรงฉุด เนื่องจากปีกเครื่องบินมีลักษณะโค้งทางด้านบน โดยขอบด้านหนึ่งสูง แล้วลาดลงไปยังอีกข้างหนึ่ง ส่วนด้านล่างของปีกแบนราบ (ดังรูป)



ดังนั้นขณะเครื่องบินเคลื่อนที่ผ่านอากาศ อากาศที่เคลื่อนที่เหนือปีกเครื่องบินจึงมี ความเร็วกว่าอากาศที่เคลื่อนที่ใต้ปีกเครื่องบิน เป็นเหตุให้ความดันอากาศใต้ปีกเครื่องบิน มีค่ามากกว่าความดันอากาศเหนือปีกเครื่องบิน จึงทำให้เกิดแรงยกกระทำต่อ เครื่องบินให้ลอยได้ในอากาศขณะเครื่องบินกำลังบิน
แรงฉุดเป็นแรงที่อากาศต้านการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าของ วัตถุ แรงฉุดจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับรูปร่างของวัตถุยิ่งวัตถุมีรูปร่าง เพรียว แรงฉุดก็ยิ่งน้อยลง ดังนั้น การออกแบบยานพาหนะต่าง ๆ เช่น เครื่องบิน รถไฟ รถยนต์ รถบรรทุก เรือ จึงพยายามให้มีรูปร่างเพรียวเพื่อให้เกิดแรงฉุด น้อยที่สุด เครื่องบินที่มีแรงฉุดน้อยความต้องการพลังเครื่องยนต์เพื่อการบินก็น้อยลงด้วย จึงทำให้มีการพัฒนาการออกแบบและสร้างเครื่องบินเพื่อลดแรงฉุด การที่จะให้เครื่องบิน ลอยตัวอยู่ในอากาศนั้นอาศัยเพียงแรงยกของปีกเครื่องบินอย่างเดียวก็เพียงพอ แต่เมื่อ มีแรงจากเครื่องยนต์ที่หมุนใบพัดให้เกิดแรงขับดันไปข้างหน้า จึงทำให้เครื่องบินลอยตัว และเคลื่อนที่ไปในอากาศได้


นักบินติดขน (นก)   

 
(แปลและเรียบเรียงจากเรื่อง The Facts ของ Stephanie Beldotti จาก Popular Science. December 1997, p.121) โดย ประสาน สร้อยธุหร่ำ


เราอาจบินจากกรุงเทพฯ ไปมหานครลอนดอน หรือที่อื่นๆ ได้ แต่แน่ละ! ต้องไม่ใช่ ด้วยพลังของตัวเราเอง นั่นคือทำไมคนจึงอิจฉานกที่สามารถบินไปมาในอากาศได้โดยไม่ ต้องอาศัยใครอื่น แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใช้จำแนกนกออกจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ต่อไปนี้ จะเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนักบินติดขนเหล่านั้น
นกมีวิวัฒนาการโดยตรงมาจากสัตว์เลื้อยคลานกลุ่มที่เรียกว่า pseudochains เมื่อ 225 ล้านปีมาแล้วสัตว์เลื้อยคลานจำพวกนี้เคยดำรงชีวิตอยู่บนต้นไม้และได้พยายามฝึกบิน
ขั้นต้น ด้วยการร่อนจากต้นไม้ ผิวหนังของสัตว์เลื้อยคลานพวกนี้ วิวัฒนาการไปเป็นขนแบบขนนก และนกพวกแรกที่เรียกว่า archaeopteryx มีกำเนิดเมื่อ 89 ล้านปีมานี่เอง
ปีกและขนนกที่เรียงตัวกันไปทางด้านหาง และหูที่ใบหู หดหายไป ช่วยในการบินของนก น้ำหนักตัวก็เป็นความจำเป็น
อีกประการหนึ่ง นกส่วนใหญ่จึงมีกระดูกบางกลวง และเป็นรูพรุนทำให้ตัวมีน้ำหนักน้อย
ในจำพวกสัตว์มีกระดูกสันหลัง นกเป็นพวกที่มีหนังตาชั้นที่ 3 หนังตานี้เลื่อนไป-มา ได้ เพื่อช่วยทำความสะอาด และให้ความชื้นแก่ลูกตา ช่วยป้องกันฝุ่นละออง และสิ่งต่างๆ ในขณะบิน

เหยี่ยว นกเค้าแมว และพวกนกล่าเยื่อ มีตาคมไวอยู่ทางด้านหน้าทั้ง 2 ตา ทำให้สามารถมองเห็นเหยื่อที่เคลื่อนที่ได้แม่นยำ แต่นกส่วนใหญ่จะมีตาแต่ละข้างอยู่ด้านข้าง ของส่วนหัว ทำให้การมองเห็นแยกกันไปแต่ละตานกพวกนี้กรอกตาไปมา หรือขึ้นลงไม่ได้ จึงต้องใช้วิธีหันหัวไปมาเมื่อต้องการมองสิ่งที่อยู่ด้านหน้า หรือสิ่งที่เคลื่อนไหวผ่านหน้าไป นกจึงมีสายตาที่พิเศษ โดยมีกล้ามเนื้อที่ช่วยขยายภาพโดยตรง


นกเค้าแมว

นกปากกว้างลายเหลือง


ช่วงฤดูผสมพันธุ์ นกตัวผู้บางชนิดจะแสดงพฤติกรรมโดยแพนหางและขน ส่ายตัวเต้น ระบำไปมาเพื่อเรียกความสนใจจากนกตัวเมีย นกที่อยู่ในธรรมชาติจะร้องเพลงและใช้เพลง เกี้ยวพาราสีกัน ทั้งเพื่อแสดงอาณาเขตและเป็นการสื่อสารกัน เพลงที่ร้องจะถูกถ่ายทอด ไปสู่รุ่นลูกหลาน แต่นกที่ถูกขังไว้ในกรงจะไม่ร้องเพลง เพราะไม่มีโอกาสเรียนรู้ถึงเพลง หรือความหมายที่ลึกซึ้งของเสียงเพลงเหล่านั้น
นกใช้หางในการบังคับทิศทางขณะบิน และเมื่อร่อนลงบนพื้น
นกกระจอกเทศ และนกอีมู เป็นนกจำพวกบินไม่ได้ และไม่มีนิ้วที่ข้อเท้า ทั้งนี้เพราะ นกจำพวกนี้ไม่มีความจำเป็นต้องใช้นิ้วนี้ในการช่วยเกาะเกี่ยวกิ่งไม้ แต่จะมีเท้าที่แข็งแรง เพื่อรองรับกระดูกที่มีน้ำหนักมาก และเพื่อให้วิ่งได้เร็ว


ประมาณ 2.5 ล้านปี ถึง 10,000 ปีที่ผ่านมา มีนกชนิดหนึ่งชื่อนก aepyornis อาศัยอยู่ บนเกาะมาดากัสกา ได้รับฉายาว่า "นกช้าง" เพราะมีความสูงถึง 3 เมตร
นกฮัมมิ่งเบิร์ด มีขนาดตัวยาวเพียง 2.5 เซนติเมตร เป็นนกที่บินเร็วมากประมาณ 60 ไมล์ ต่อชั่วโมง และกระพือปีก 50 - 70 ครั้ง ต่อวินาที นกฮัมมิ่งเบิร์ดจึงต้องกินอาหารให้ได้ จำนวนแคลอรีเพียงพอกับพลังงานที่ใช้ไป
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพอเมริกันใช้นกพิราบช่วยในการสื่อสารถึง 600 ตัว และในจำนวนนี้มีนกที่มีชื่อเสียงที่สุด ชื่อ เชอร์ เอมี่ ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการทำงาน แต่ก็สามารถนำสารไปส่งจนถึงจุดหมายปลายทางทำให้ช่วยชีวิตทหารไว้ได้ถึง 194 คน

สวัสดี ดอลลี่

 
แปลและเรียบเรียงจากเรื่อง A Sheep in Sheep's Clothing ของ Christopher Wills จาก Discovery. January 1998 pp. 22 - 23 โดย มีนา โอวรารินท์


ทุก ๆ วันนี้ อะไร ๆ ก็เป็นไปได้เกือบทั้งนั้นในแวดวงของการผสมพันธุ์เพาะเลี้ยง ขยายพันธุ์สัตว์และสิ่งที่ เอียน วิลมุท (Ian Wilmut) แห่งสถาบันรอสลิน เมืองเอดินเบอร์ก เพิ่งจะได้ทำสำเร็จลุล่วงไปก็เป็นเพียงบันไดขั้นแรกของก้าวต่อไปเท่านั้น
วิลมุท ได้นำเอานิวเคลียสจากเซลล์ของแกะพันธุ์ฟินน์ ดอร์ เซ็ท (Finn Dorset) ใส่เข้าไปแทนที่นิวเคลียสของไข่แกะพันธุ์โพล ดอร์เซ็ท (Poll Dorset) แล้วนำไปปลูกฝัง ไว้ในแกะตัวเมียพันธุ์สก๊อตหน้าดำ (Scottish Blackface) ให้ทำหน้าที่แม่ เพื่อเลี้ยงฟูมฟัก ไข่ใบนั้น ทั้งนี้เพียงเพื่ออาศัย "มหัศจรรย์แห่งความเป็นแม่" ซึ่งยังคงจะต้องทดลองหา วิธีการจำลองให้เหมือนทุกแบบอย่างกันอยู่ต่อไปเพื่อสร้างแม่จำลองแบบให้ได้ในห้องปฏิบัติการ...
และหลังจากนั้นต่อมาอีก 5 เดือน ก็ได้ลูกแกะชื่อว่า "ดอลลี่" (Dolly)ออกมาชมโลก
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว (ปี 2540) ทั่วโลกก็ได้ฮือฮาไปกับการโชว์ตัวของดอลลี่ ซึ่งวูบวาบไปด้วยแสงไฟจากแฟล็ชกล้องถ่ายรูป จากภาพถ่ายทั้งหมดนับพันภาพที่ออกมา จากสก็อตแลนด์ ในเดือนนั้นภาพที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นภาพของดอลลี่ มีลักษณะของแกะ พันธุ์ฟินน์ ดอร์เซท ยืนใกล้ ๆ ตัวแกะผู้เป็น "แม่" ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และจากการที่ใช้แกะถึง 3 สายพันธุ์นั้นก็เพียงเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า ดอลลี่ ไม่ได้รับลักษณะ ทางพันธุกรรมใด ๆ จากทั้งตัวที่ให้ "ไข่" หรือตัวที่ทำหน้าที่ตั้งครรภ์เป็นแม่ "อุปโลกน์" และดอลลี่เป็นแกะ เป็นสัตว์ที่เกิดจากการโคลนนิ่ง (การเพาะเลี้ยงเซลล์จากเซลล์) ของ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวแรกที่สุดจริง ๆ
ก่อนหน้านี้ก็มีการ "โคลน" หรือเพาะเลี้ยงเซลล์จากกบตัวเต็มวัยและเซลล์ตัวอ่อน ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมาแล้ว วิลมุทเองก็ได้เพาะเลี้ยงเซลล์ตัวอ่อนของแกะเมื่อปีก่อน มาแล้วเช่นกัน โดยนำเซลล์จากตัวอ่อนของแกะมารวมเป็นหนึ่งเดียวกับไข่ซึ่งเอานิวเคลียส ออกไปแล้ว (enucleated egg cell) แล้วนำไปปลูกฝังในแกะตัวเมีย แต่แกะดอลลี่เป็นแกะ ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นพลุแตกไปทั่วโลก ทั้งนี้เป็นเพราะนอกเหนือจาก "ยีนส์" หรือหน่วยพันธุกรรมที่ดอลลี่ได้รับ จะได้มาจากแกะที่โตเต็มที่ซึ่งมีอายุถึง 6 ปีแล้ว ยังเป็นแกะที่ตายไปแล้ว แต่เซลล์ที่เอามานั้นเป็นเซลล์จากเนื้อเยื่อเต้านมที่แช่แข็งไว้อีกต่างหาก!

ภาพแสดงการเพาะเลี้ยงเซลล์แกะ
นักวิทยาศาสตร์หลายคนรู้สึกงุนงงฉงนสนเท่ห์กับเทคนิคที่ทำได้สำเร็จนี้มากเพราะ เป็นที่คิดสันนิษฐานกันอยู่เสมอว่าเซลล์ของตัวเต็มวัย (เจริญเต็มที่แล้ว) นั้น ได้สูญเสีย ความสามารถที่จะ "ให้กำเนิดชีวิตใหม่ที่สมบูรณ์" ได้ ทั้งนี้เพราะเซลล์ที่เจริญเต็มที่นั้น ได้มีการกำหนดบทบาทมีการจำแนกแจกแจงหน้าที่โดยยีนส์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และถือว่า
เป็นกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงกลับคืนไม่ได้ด้วย ยกตัวอย่าง เช่น ดี.เอ็น.เอ (DNA) ถูกกำหนดให้เรียงตัว อัดกันในลักษณะที่ว่าไม่เหลือยีนส์ไว้เป็นตัวกำหนดการ สร้างโปรตีนเหลืออยู่แล้ว อย่างไรก็ตามในกรณีของแกะ ดอลลี่นั้นก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า อย่างน้อยที่สุดเซลล์ของเนื้อเยื่อเต้านมบางเซลล์ในแกะนั้น ยังคงรักษาความยืดหยุ่นของความอ่อนวัยไว้อยู่บ้าง เพียงแต่ต้องอาศัยการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ เท่านั้นเอง
นั่นคือจุดเริ่มต้นที่คณะทำงานของวิลมุทได้ประสบกับความสำเร็จในขณะที่ความ พยายามที่จะ "โคลน" เซลล์จากตัวเต็มวัยก่อนหน้านั้นต้องประสบกับความล้มเหลวไป ซึ่งเขาได้ให้เหตุผล ว่าบางทีเซลล์ที่ใช้ทดลองก่อนหน้าเหล่านั้นอาจจะกำลังอยู่ในระยะที่มี กระบวนการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายหรือผิดระยะหรือยีนส์ที่ทำงานไม่ใช่ยีนส์ที่ ต้องการก็อาจเป็นได้ นักวิจัยชาวสก็อตได้พยายามหาวิธีการที่จะแก้ไขจุดบกพร่องเหล่านี้ โดยการทำให้เซลล์ขาดอาหารเป็นเวลาหลายๆ วันก่อนที่จะนำเซลล์ที่จะใช้ทดลองไปรวมตัว เป็นหนึ่งเดียวกับไข่ที่เอานิวเคลียสออกไปแล้วซึ่งเขาเชื่อว่าการทำให้ "เซลล์"อยู่ในสภาวะ ที่ขาดอาหารนั้น DNA ซึ่งเป็นตัวกลไกจำลองรูปแบบของเซลล์ก็จะหยุดการทำหน้าที่ ไปด้วยโดยปริยาย เป็นการยับยั้งวงจรของเซลล์ และบังคับให้เซลล์เข้าสู่สภาวะที่ไม่มี การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ซึ่งอาจเทียบได้กับสภาวะของเซลล์ไข่ที่ไม่ได้รับการผสมแม้ว่า จะใช้เทคนิคพลิกแพลงเหล่านี้ในลักษณะใดก็ตาม ดอลลี่ก็เป็นแกะตัวเดียวที่เป็นผลสำเร็จ ของวิลมุทในการทดลองทั้งหมดถึง 277 ครั้ง!


ภาพของ Dolly

บริษัท เอ.บี.เอส โกลเบิล (ABS Global) แห่งรัฐวิสคอนซิน ได้แถลงว่าบริษัท ได้ทำการปรับปรุงวิธีการดำเนินการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ชาวสก็อต โดยใช้เทคนิค ที่สามารถชุบฟื้นชีวิตของเซลล์ให้คืนกลับได้ใหม่ ไม่ใช่เฉพาะกับเซลล์จากเต้านมเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างตัวอ่อนของวัวได้จากเซลล์ของผิวหนัง เซลล์ของกระเพาะปัสสาวะ และเซลล์จากเต้านมวัวที่โตเต็มที่แล้วด้วยเช่นกัน เซลล์เหล่านี้ถูกนำไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ ไข่ที่เอานิวเคลียสออกไปแล้วเช่นเดียวกับที่สถาบันรอสลิน (Roslin) ทำ แต่ในขณะที่เซลล์ ที่รวมตัวกันแล้วนี้กำลังจะเริ่มแบ่งตัว ก็ได้มีการสะกัดเอาเซลล์เพียงเซลล์เดียวออกมาและ ใส่เข้าไปในไข่ที่เอานิวเคลียสออกไปแล้วอีกใบหนึ่ง และเมื่อเริ่มเป็นตัวอ่อนจึงได้นำไป ปลูกฝังไว้กับแม่วัวตัวหนึ่ง ตอนปลายของเดือนตุลาคม บริษัท เอ.บี.เอส ก็ได้รายงานว่า
การตั้งครรภ์ดำเนินไปด้วยดีและตัวอ่อนที่กำลังเจริญอยู่ก็ดูเป็นปรกติ โดยทั่วไป วิธีการส่งถ่ายกระบวนการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในไข่ ใบแรกดูเหมือนว่าจะช่วยทำให้นิวเคลียสของเซลล์ที่เจริญเต็มที่ แล้วนั้นกลับคืนสู่สภาพที่สามารถแบ่งตัวเจริญพันธุ์ได้อีกครั้งหนึ่ง
ดู ๆ แล้วในปัจจุบันดอลลี่ก็เป็นปกติทุกอย่าง แต่อย่าลืมว่าชีวิตของดอลลี่นั้นเริ่ม จากนิวเคลียสของเซลล์ที่เจริญเต็มที่แล้ว และเซลล์ก็มีอายุขัยด้วยเหมือนกันและที่ปลาย โครโมโซมของเซลล์เหล่านี้มีลักษณะสั้นลง หรือว่าดอลลี่กำลังเริ่มเผชิญกับผลร้ายที่ ตามมานั้น และเริ่มที่จะแก่ลงก่อนวัย หรือในทางกลับกันเป็นไปได้หรือไม่ที่นิวเคลียสเริ่มต้น ชีวิตของเธอจะไม่ได้รับการกระทบกระเทือนใด ๆ เลย หรือว่าสภาพแวดล้อมภายในไข่ สามารถที่จะช่วยฟื้นสภาพทางพันธุกรรมที่ได้สูญเสียไปแล้วจากอายุขัยให้คืนกลับดีดังเดิม ได้ หรือว่า... ไข่เป็นเซลล์ที่มีกลไกกำหนดกาลเวลา ซึ่งถ้าคำถามหลังนี้เป็นจริงก็จะเป็น สิ่งที่น่าตื่นเต้นมากที่สุด!
คำถามเหล่านี้เป็นคำถามทางวิทยาศาสตร์ที่ผุดขึ้นมากับกำเนิดของดอลลี่ แต่ก็ยังมี คำถามอีกมากมายเกี่ยวกับศีลธรรมจรรยาบรรณที่ครอบงำและเป็นกังวลของสาธารณะชน
อยู่ในขณะนี้ แม้ก่อนจะมีดอลลี่รัฐสภาอังกฤษก็ได้ประกาศห้ามทำการ เพาะเลี้ยงเซลล์มนุษย์ (human cloning) อยู่แล้ว และในเดือนมิถุนายน ประธานาธิบดีคลินตัน ก็ได้เสนอให้มีการประกาศห้ามทำนองเดียวกัน โดยพูดว่า "การยับยั้งไม่ให้ทำการเพาะเลี้ยงเซลล์มนุษย์นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ และเป็นการกระทำที่ถูกต้องชอบธรรม เพราะอาจมีผู้นำวิธีการนี้ไปใช้ในทางที่มิดีมิชอบด้วย มิจฉาทิฐิเลวร้าย ผิดวิสัยมนุษย์ได้นั่นคือ ความพยายามที่จะทำการคัดเลือกลักษณะเฉพาะ- อย่าง หรือสร้างเด็กให้มีลักษณะเฉพาะที่ต้องการได้ เป็นการสร้างกรรมให้กับลูกหลานของ เราให้กลายเป็นวัตถุสิ่งของ แทนที่จะเป็นเลือดเนื้อตัวตนที่เราควรจะได้ชื่นชมรักใคร่ยินดี"
บริษัทต่าง ๆ ที่ทำเกี่ยวกับเทคนิคชีวภาพ และกลุ่มชนพวกชีวแพทย์ทั่ว ๆ ไปมี ปฏิกิริยาตอบสนองในทางขัดแย้งกับข้อห้ามนี้แม้ประธานาธิบดีคลินตันจะเน้นว่าอนุญาต ให้ทำการเพาะเซลล์สัตว์ได้ก็ตาม บางคนก็โต้แย้งว่าสัตว์ก็ไม่ใช่วัตถุสิ่งของที่จะทำการ โคลนนิ่งได้เช่นเดียวกันกับมนุษย์ ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้ายอมรับกันในลักษณะการทำเป็น อุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ เพื่อขยายผลิตผลเป็นอาหาร หรือเพื่อทำการทดลองทางการแพทย์ อย่างมีแผนการมีเหตุมีผลแล้วก็คงไม่มีใครที่จะวิจารณ์ถากถางเกี่ยวกับการเพาะเซลล์ หรือโคลนนิ่งนี่เป็นแน่ เพราะขณะนี้ยังคงเป็นแค่ก้าวบันไดขั้นต่อไปที่อาจเป็นไปได้เท่านั้น...
การเพาะเซลล์สัตว์จากตัวเต็มวัยที่เติบโตเต็มที่แล้วนั้น เป็นสิ่งที่ช่วยจุดประกาย ความหวังให้เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพของสัตว์ นั่นคือเมื่อเราสามารถจะผลิต สัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งให้มีคุณสมบัติลักษณะทุก ๆ อย่าง ตามที่เราต้องการแล้ว เราก็ สามารถจำลองแบบสัตว์ชนิดนั้นขึ้นมาอีกเป็นพิมพ์เดียวกันได้อย่างง่ายดาย ลองคิดดูว่า จะเป็นอย่างไรถ้าเรามีฝูงสัตว์ทั้งฝูงที่เป็นแชมป์ผลิตนมชั้นเลิศ หรือมีฝูงม้าแข่งที่ชนะเลิศ
ได้รับรางวัลมงกุฎ 3 ชั้น หรือยิ่งไปกว่านั้นฝูงแกะหรือฝูงวัวผลิตนม เหล่านั้นยังมีโปรตีนจำเป็นของคนเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย ซึ่งสิ่ง เหล่านี้คือจุดหมายปลายทางในการค้นคว้า และวิจัยของวิลมุท ที่ได้รับการสนุบสนุนทางการเงินส่วนหนึ่งจากหน่วยอายุรกรรม พี.พี.แอล. (PPL) บริษัทโอสถวิทยาของสก็อตแลนด์ ในเดือนกรกฎาคมคณะวิจัยของ วิลมุทได้ประกาศว่า พวกเขาได้ผลิตแกะจากการโคลนนิ่งโดยใช้เซลล์จากตัวอ่อนซึ่งมี หน่วยพันธุกรรม (ยีนส์) ของคนผสมอยู่ด้วย และยีนส์ของคนนี้จะแสดงลักษณะออกมา ก็ต่อเมื่ออยู่ในต่อมน้ำนมของแกะเท่านั้น ภายในอนาคตอันใกล้นี้ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ใน ประเทศสก็อตแลนด์ อาจจะกลายเป็นโรงงานผลิตยาไปในตัวด้วยใครจะรู้!
ในการที่คนเราจะรู้สึกตื่นเต้นไปกับความเป็นไปได้ที่จะมีการเพาะเซลล์ มนุษย์ขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่แน่นอนอยู่แล้ว แต่จำเป็นด้วยหรือที่จะตีตนไปก่อนไข้ว่าเป็นสิ่งผิด เป็นสิ่งไม่ถูกต้องคน ๆ หนึ่งสามารถที่จะคิดอย่างง่าย ๆ ว่าการโคลนนิ่งนั้นจะทำให้ เขาสมหวังในสิ่งที่เขาฝันใฝ่ปรารถนาก็ได้ สมมติว่าสามี-ภรรยาคู่หนึ่ง มีลูกเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นที่รักใคร่หวงแหนยิ่งนักและคนทั้งคู่ก็ไม่ สามารถที่จะมีลูกได้อีกแล้ว ต่อมาลูกของเขาเกิดตายอย่างกระทันหัน ด้วยอุบัติเหตุ สามี-ภรรยาคู่นี้จะได้รับการอนุญาตให้เพาะเซลล์ลูกของ เขาเองให้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ได้หรือไม่ หลายๆ คนคงจะตอบรับเป็นเสียงเดียวกันว่า "ได้" เป็นต้น!
นอกเหนือจากนี้ ยังมีการปฏิบัติหลายสิ่งหลายอย่างที่สังคมให้การยอมรับว่าถูกต้อง ตามทำนองคลองธรรม ก็ยิ่งทำให้เป็นการยากต่อการที่จะห้ามการเพาะเซลล์มนุษย์มาก ยิ่งขึ้นเท่านั้น เช่น ถ้าหญิงคนหนึ่งมีสิทธิ์ที่จะตั้งครรภ์ได้โดยใช้ตัวอสุจิของใครก็ได้จาก "ธนาคารอสุจิ" โดยการผสมในหลอดแก้วถ้าจำเป็น และให้ผู้หญิงอีกคนหนึ่งอุ้มท้องให้ ถ้าจำเป็นอีกเช่นกัน เราจะใช้หลักเกณฑ์อะไรที่จะห้ามเธอไม่ให้มีสิทธิ์ในการ "เพาะเลี้ยง" เซลล์ของตัวเธอเอง? หรือแม้แต่ตัวผู้ชายเองก็เถอะ ถ้าต้องการทำการเพาะเซลล์ของ
ตนเองเช่นนั้นก็ไม่น่าจะถูกสงวนสิทธิ์ เช่นกัน การโคลนนิ่งคนก็เช่นเดียวกันกับ การโคลนนิ่งสัตว์ ซึ่งก็เพียงแค่เป็นก้าวหนึ่งที่อาจนำไปสู่ก้าวต่อไปที่ดูสมเหตุ สมผลดีเท่านั้น บางคนก็อาจจะกล่าวว่าเราได้ตกกระไดพลอยโจนตั้งแต่ตกจาก บันไดขั้นบนสุดมาแล้วตั้งแต่แรกในขณะที่คนอื่น ๆ บางคนก็อาจจะกล่าวว่าเรา กำลังปีนขึ้นไปสู่ระดับขั้นสูงขั้นใหม่ของความเป็นมนุษย์เสรี แต่เรื่องของเรื่องก็อยู่ตรงที่ว่า เมื่อได้ก้าวถลำไปในวิถีทางนี้แล้วก็เป็นการยากที่จะหยุดยั้งได้!
ในขณะนี้เหตุผลหนึ่งซึ่งถือเป็นอุปสรรคทางเทคนิคของการโคลนนิ่งมนุษย์ก็คือเรื่อง เกี่ยวกับศีลธรรมจรรยาบรรณเพราะความผิดพลาดต่าง ๆ ทางเทคนิคที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งวิลมุทเองก็ได้กล่าวถึงเหตุผลในกรณีเช่นนี้เมื่อครั้งที่เขาได้กล่าวคำแถลงการณ์ต่าง ๆ ต่อคณะอนุกรรมการวุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการสาธารณสุขเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมาว่า "ในการทดลองเพาะเซลล์จากตัวอ่อนของแกะในครั้งก่อนๆ ลูกแกะ 3 ตัวได้ตาย ไปจากจำนวนแกะทั้งหมด 5 ตัว หลังจากที่ได้คลอดออกมาไม่นานและแต่ละตัวก็มีลักษณะ อาการที่แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติในพัฒนาการของการเจริญเติบโต" และเขากล่าวย้ำว่า "การทดลองกับมนุษย์ที่ให้ผล ในทำนองเดียวกันเช่นนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง"
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การโคลนนิ่งมนุษย์เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ก็คือ ความกลัวที่ว่าจะมีคนที่มีลักษณะเหมือนกันเป็นพิมพ์เดียวกัน ทุกอย่างเกิดขึ้นจริง ๆ นั่นเอง และก็มีกระแสโต้แย้งในเหตุผลนี้ ซึ่งได้ยินได้ฟังกันซ้ำซาก ๆ ตลอดปีที่ผ่านมาโดยชี้ให้เห็นว่าผลพวง การโคลนทางพันธุกรรม นั้น มีให้เห็นอยู่แล้วในลักษณะของฝาแฝด เหมือน (identical twins) และก็มีข้อโต้แย้งที่ดีกว่านี้อีกว่าฝาแฝด เหมือนจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เหมือนกันเป็นพิมพ์เดียวกันเลยทีเดียว และการโคลนนิ่งก็ยิ่งจะ เหมือนกันน้อยไปกว่านั้นอีก เหตุผลก็คือว่าไม่ได้มีแต่เฉพาะยีนส์เท่านั้นที่เป็นตัวบ่งชี้กำหนด ลักษณะการพัฒนาการ หรือกระบวนการเจริญเติบโตแต่ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ตามรายงานใน "Nature" ของนักพันธุศาสตร์เบอร์นี เดฟลิน (Bernie Devlin) และเพื่อน ร่วมคณะของเขา แห่งมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์เมืองพิทส์เบอร์ก
คณะของเดฟลิน ได้ทำการตรวจสอบคำถามที่ก่อให้เกิดความฉงนสนเท่ห์มาเป็นระยะ เวลายาวนานนั่นคือ: "ทำไมฝาแฝดคล้าย พี่น้อง (fraternal twins) ซึ่งได้รับการเลี้ยงดูแยกจากกันตั้งแต่เกิดจึงมี แนวโน้มของไอคิว (IQ) ที่เหมือนกันมาก มากกว่า พี่น้องธรรมดา ๆ ซึ่งได้รับการเลี้ยงดูแยกจากกันตั้งแต่เกิดเช่นกัน" แม้จะนำมาคิดแล้วว่า คู่ลูกแฝดคล้ายและคู่ซึ่งเป็นพี่น้องตามกันมาธรรมดานั้นก็ร่วมสายพันธุ์เดียวกันและได้รับ ลักษณะทางพันธุกรรมที่มีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้างเท่าๆ กัน เดฟลิน สรุปว่า สภาพแวดล้อม ที่สำคัญมากอย่างหนึ่งได้ถูกมองข้ามไปหรือไม่ได้มีใครให้ความสนใจนั่นก็คือ "สภาพแวดล้อม ภายในมดลูก" ซึ่งลูกฝาแฝดได้อยู่ร่วมสัมผัสกันเท่าเทียมกันแบบเดียวกัน ในขณะที่พี่น้อง คนอื่นๆ ไม่ได้อยู่ในสภาพแบบเดียวกัน ซึ่งก็อาจจะเปรียบเทียบกับคำกล่าวที่ว่า "เรามิอาจ ก้าวซ้ำย้ำรอยเดิมลงไปบนสายน้ำได้" ฉันใดก็ฉันนั้นจึงเป็นไปได้ที่ว่าสภาพภายในมดลูก ของผู้เป็นแม่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาด้วยเช่นกัน
แต่ดูๆ แล้วลูกที่เกิดจากการโคลนและผู้ให้กำเนิดเซลล์นั้นไม่ได้เกิดออกมาจาก แม่ "คนเดียวกัน" ด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่เพียงจะได้อยู่ในมดลูกเดียวกันในเวลาเดียวกัน หรือในไข่ใบเดียวกันเลย ลูกที่เกิดจากการโคลนก็จะคล้าย ๆ กับฝาแฝดเหมือน ซึ่งถึงแม้จะมีสารดี.เอ็น.เอ (DNA) ร่วมกัน แต่ก็จะมีความคล้ายคลึงกันน้อยกว่าที่ฝาแฝด เหมือนมีเสียอีก และแกะก็ไม่ใช่เป็นสัตว์ที่เราควรจะใช้ทดสอบความคิดเหล่านี้ เพราะแกะ มีแนวโน้มที่มีลักษณะเหมือน ๆ กันเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว แม้แต่เจ้าของเองก็มิอาจแยกออก ได้ว่าตัวไหนเป็นตัวไหน
ถ้าหากแม้นมีการเพาะเลี้ยงเซลล์ของมนุษย์ขึ้นได้จริง ๆ แล้วก็ดูเหมือนว่าโอกาสที่เรา จะพบว่า มี 2 เรา อยู่ในโลกนี้นั้นไม่มีแน่ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือเราอาจพบว่ามนุษย์ที่เกิดจากการ เพาะเซลล์ขึ้นมาช่างมีความแตกต่างไปจากเราโดยสิ้นเชิงเลยทีเดียว!

"ผู้ใดครองนาโนเทคโนโลยี ผู้นั้นครองศตวรรษที่ 21" (ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ, วารสารเทคโนโลยีวัสดุ, กรกฎาคม-กันยายน 2539).

 


"There's plenty of room at the bottom"
--- Richard P. Feynman, 1959 ---

วิทยาศาสตร์นาโนและนาโนเทคโนโลยี
วิทยาศาสตร์นาโน เป็นศาสตร์แห่งการศึกษาเพื่อความเข้าใจพฤติกรรม ปรากฏการณ์และความเป็นอยู่ของระบบ ที่มีขนาดประมาณ 10**-9 เมตร หรือเล็กกว่าความสูงของมนุษย์ประมาณ 1 พันล้านเท่า ถ้าเราจับมนุษย์ที่ว่านี้ มายืดออกให้เท่ากับระยะทางจากกรุงเทพฯ ไปหาดใหญ่ ระบบนาโนที่ว่านี้ก็จะยืดจนได้ขนาดเพียงขี้เล็บ
นาโนเทคโนโลยี เป็นการนำความรู้ความเข้าใจดังกล่าว มาพัฒนาเป็นความสามารถเพื่อจัดการ และผลิตสิ่งต่างๆ ขึ้นมาด้วยการจัดเรียงอะตอม แต่ละตัวเข้าด้วยกันอย่างแม่นยำ

นาโนเทคโนโลยี กับวิศวกรรมของธรรมชาติ
ถ้าเราเอาร่างกายมนุษย์มาแยกออกให้เป็นส่วนประกอบย่อยๆ เราก็จะได้ ก๊าซออกซิเจน ไฮโดรเจน และไนโตรเจน อย่างละ 1 ถัง ได้คาร์บอนกองหนึ่ง แคลเซี่ยมกับเกลือชนิดต่างๆ อีกสักกองหนึ่ง และคงได้กำมะถัน เหล็ก แมกนีเซียมและธาตุอื่นๆ อีกจำนวนเล็กน้อย องค์ประกอบเหล่านี้ ถ้าเอาไปขายก็คงไม่ได้ราคาสักเท่าไหร่ แต่ธรรมชาติกลับนำเอาวัตถุดิบที่แทบไม่มีมูลค่าเหล่านี้ มาเชื่อมต่อกันทีละอะตอม ด้วยวิศวกรรมนาโน จัดเรียงกันจนกระทั่งได้มนุษย์ที่มีความสามารถในการดำรงชีพ ซ่อมแซมตัวเองได้ ขยายจำนวนได้ คิดและฝันได้ จนมูลค่าที่เกิดขึ้นนี้ไม่สามารถประเมินได้ หากมนุษย์เราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีในการจัดเรียงอะตอมอย่างแม่นยำที่ว่านี้ขึ้นมา ย่อมหมายถึงการผลิตสิ่งต่างๆในโลกยุคใหม่จะไม่มีผลพลอยได้ที่เราไม่ต้องการ นั่นคือมลพิษ การทำซ้ำจำนวนมากๆ จะทำให้ราคาต่อหน่วยถูกลง

กลศาสตร์ควอนตัมกับเทคโนโลยีการคำนวณ
การศึกษาระบบที่มีขนาดเล็กมากๆ แม้กระทั่งกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่มีความละเอียดสูงที่สุด ก็ไม่อาจมองเห็นได้นี้ ถือว่าเป็นสิ่งท้าทายเป็นอย่างยิ่ง เครื่องมือหนึ่งที่นักวิจัยใช้ศึกษาระบบนาโนคือกลศาสตร์ควอนตัม ศาสตราจารย์ริชาร์ด ฟายน์แมน นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ได้เคยกล่าวว่า จากการพิจารณากฎทางฟิสิกส์อย่างละเอียดแล้ว ไม่มีข้อแม้ใดๆที่จะมาขัดขวางความเป็นไปได้ ของเทคโนโลยีใหม่ที่มีความแม่นยำนี้ อย่างไรก็ตามการศึกษาด้วยกลศาสตร์ควอนตัมก็ประสบกับความยากลำบาก ในการแก้ปัญหาสมการคณิตศาสตร์ที่ยุ่งยากซับซ้อน ถึงขนาดที่ศาสตราจารย์เฟอร์มี ดิแรก หนึ่งในผู้พัฒนาได้ปรารภอย่างท้อๆว่า ท่านเชื่อว่ากฎส่วนใหญ่ทางฟิสิกส์นั้นถูกค้นพบแล้ว และกฎเหล่านี้โดยเฉพาะกลศาสตร์ควอนตัมเพียงอย่างเดียว ก็ครอบคลุมทั้งหมดของวิชาเคมีเลย แต่การประยุกต์กฎเหล่านี้ไปใช้จะต้องผ่านสมการที่ยุ่งยากมากจนอาจแก้ไม่ได้เลย โชคดีที่ ณ วันนี้เรามีเทคโนโลยีในการคำนวณที่สามารถนำเอากฎทางกลศาสตร์ควอนตัมมาประยุกต์ใช้กับระบบนาโน ผ่านการออกแบบและจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ ทำให้เราสามารถที่จะศึกษาและเข้าใจความเป็นอยู่ในระดับนาโนได้ดียิ่งขึ้น นำไปสู่การพัฒนานาโนเทคโนโลยีในอนาคต



คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เกิด จาก การ รบกวน ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic disturbance) โดย การ ทำให้ สนามไฟฟ้า หรือ สนามแม่เหล็ก มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อสนามไฟฟ้า มีการเปลี่ยนแปลง จะเหนี่ยวนำ ให้เกิด สนามแม่เหล็ก หรือถ้า สนามแม่เหล็ก มี การเปลี่ยนแปลง ก็จะเหนี่ยวนำ ให้เกิด สนามไฟฟ้า
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็น คลื่นตามขวาง ประกอบด้วยสนามไฟฟ้า และ สนามแม่เหล็ก ที่มีการสั่น ในแนวตั้งฉากกัน และ อยู่บน ระนาบ ตั้งฉาก กับ ทิศ การเคลื่อนที่ ของ คลื่น
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็น คลื่น ที่ เคลื่อนที่ โดย ไม่ อาศัย ตัวกลาง จึงสามารถ เคลื่อนที่ใน สุญญากาศ ได้
สเปกตรัม (Spectrum) ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จะประกอบด้วย คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่มีความถี่และ ความยาวคลื่น แตกต่างกัน ซึ่งครอบคลุม ตั้งแต่ คลื่นแสงที่ตามองเห็น อัลตราไวโอเลต อินฟราเรด คลื่นวิทยุ โทรทัศน์ ไมโครเวฟ รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา เป็นต้น
ดังนั้นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จึงมีประโยชน์มาก ในการสื่อสารและโทรคมนาคม และทางการแพทย์

สมบัติ ของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
1. ไม่ต้องใช้ตัวกลางในการเคลื่อนที่
2. อัตราเร็ว ของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทุกชนิด ในสุญญากาศ เท่ากับ 3x108m/s ซึ่งเท่ากับ อัตราเร็วของแสง
3. เป็นคลื่นตามขวาง
4. ถ่ายเทพลังงานจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง
5. ถูกปล่อยออกมาและถูกดูดกลืนได้โดยสสาร
6. ไม่มีประจุไฟฟ้า
7. คลื่นสามารถแทรกสอด สะท้อน หักเห และเลี้ยวเบนได้

ที่มา 1. สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ, หนังสือเรียนวิชาฟิสิกส์ 1 ว 422หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย
พุทธศักราช 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2533)
2. วิไลวรรณ ภูละออ, ฟิสิกส์ของคลื่น, 2540
3. มานี จันทวิมล ,ผู้แปล, เซตฟอร์ด, สตีฟ., ผู้เขียน ,
ชุดแหล่งความรู้คู่กาย เล่มที่ 4 วิทยาศาสตร์, 2540

ความเป็นมาของ Superconductors
 
วันนั้น วันที่ 18 มีนาคม ค.ศ.1987 ณ.ห้อง ชัตตัน บอลรูม โรงแรมนิวยอร์ค ฮิลตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา นักฟิสิกส์ นักข่าว และผู้สนใจงาน ด้านฟิสิกส์ จำนวนมากถึง 3,800 คน ได้ไปเข้าร่วมประชุม งานวันประชุม สมาคมนักฟิสิกส์ อเมริกัน ในสาขาคอนแดนส์ แมตเตอร์ ฟิสิกส์ เป็นเรื่องที่ตื่นเต้น ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ที่ผ่านมา นั่นคือ การรายงาน ผลการค้นพบ "ซูเปอร์คอนดัคเตอร์ อุณหภูมิสูง" (High - temperature superconductor)
นับแต่นั้นมา ข่าวคราว เกี่ยวกับเรื่อง "ซูเปอร์คอนดัคเตอร์" หรือ ที่คนไทย เรียกกันว่า "ตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด" นั้นเป็นที่เกรียวกราว กันมากทั่วโลก และในขณะนี้ ก็กำลังมี การแข่งขัน กันอย่างมาก เพื่อช่วงชิง ตลาดผลิตภัณฑ์ ซูเปอร์คอนดัคเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ, ญี่ปุ่น หรือ จีน
เนื่องจาก ซูเปอร์คอนดัคเตอร์ กำลังจะเข้ามา มีบทบาท ในวงการไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ มากขึ้น เพราะเมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ กลุ่มหนึ่ง ได้ประสบ ความสำเร็จ ในการทำให้ ซูเปอร์คอนดัคเตอร์ ใช้งานได้ ในอุณหภูมิที่สูงขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่า จะช่วยลด ต้นทุน ในการใช้งาน ซูเปอร์คอนดัคเตอร์นี้ และทำให้ แพร่หลายมากขึ้น รวมทั้ง คุ้มกับการ ทำเพื่อการค้า
ซูเปอร์คอนดัคเตอร์นั้น แต่ก่อน รู้จักกันในสภาพ ของสารตัวนำ จำพวกโลหะ ซึ่งจะปล่อย ให้กระแสไฟฟ้า ไหลผ่านโดย ไม่สูญเสียความร้อน และไม่ต้านทาน การไหลของ กระแสไฟฟ้าได้ ก็เฉพาะ เมื่อสารตัวนำ นั้นอยู่ใน อุณหภูมิ ที่ต่ำมากๆ ชนิดที่เรียกว่า ติดลบ 273 องศาเซลเซียส หรือลบ 460 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ ที่ เรียกกันว่า ศูนย์องศาสัมบูรณ์ หรือ ศูนย์องศาเคลวิน ซึ่งถือกันว่า เป็นอุณหภูมิ ที่ปราศจาก ความร้อนโดยสิ้นเชิง
เมื่อสารตัวนำ โลหะ อยู่ในสภาพ แช่แข็งที่ ศูนย์องศาสัมบูรณ์ นี้ มันจะสูญเสีย ความต้านทาน ทางไฟฟ้า ทั้งหมด และเกิดปรากฏการณ์ "ซูเปอร์คอนดัคติวิตี้" หรือ "การนำไฟฟ้ายิ่งยวด" ซึ่งในสภาพ การนำไฟฟ้า ดังกล่าวนี้จะ สามารถ นำไฟฟ้า โดยไม่มีการสูญเสีย พลังงาน และสามารถ ปลดปล่อย พลังงานไฟฟ้า มหาศาล ออกมาได้ ซึ่งนั่น หมายถึงว่า หากนำ ซูเปอร์คอนดัคเตอร์ ไปทำสายไฟฟ้าแทน ลวดทองแดง ก็จะนำไฟฟ้า ได้ดีโดยไม่ต้อง มีหม้อแปลงไฟฟ้าช่วยเลย หรือถ้านำไป พันมอเตอร์ ก็จะได้มอเตอร์ ขนาดเล็กลง กว่าที่ใช้ในปัจจุบันนี้ อย่างมากทีเดียว หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ตัวนำชนิดนี้ สามารถ ปฏิวัติโลก อิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบัน ไปทั้งหมดได้เลย
นำมาจาก  http://elec.chandra.ac.th/courses/5513101/supercon/present/home.html

 
ทำไม โดนัทจึงมีรู

 ขนมโดนัทซึ่งเป็นขนมพื้นเมืองของเนเธอแลนด์ แต่เดิมไม่มีรูตรงกลาง แต่เป็นแป้ง  ทอดมีรสหวาน บางครั้งโรยน้ำตาลด้วย มีชื่อภาษาดัตช์ที่แปลเป็นไทยได้ว่า ขนมน้ำมัน (oil cake)  ชาวยุโรปที่อพยพไปสหรัฐอเมริกาในต้นศตวรรษที่ 17 ได้นำขนม  ประเภทนี้ไปด้วยเนื่องจากขนมนี้มีรูปร่างกลมเล็กเท่าลูกวอลนัท ชาวนิวอิงแลนด์  จึงเรียกขนมนี้ใหม่ว่า โด ซึ่งแปลว่า ก้อนแป้ง  รูตรงกลางโดนัทเพิ่งเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19  เมื่อนาย แฮนสัน เกรกอรี กัปตันเรือชาวเมืองรอคพอท รัฐเมน เจาะรูแป้งโดนัท  ที่มารดากำลังจะทอด เพราะคิดว่าการขยายพื้นผิวหน้าของขนม จะทำให้ทอดได้ง่ายขึ้น  และสุกเร็วขึ้น เพราะแต่เดิมนั้น ตรงกลางของโดนัทมักจะแฉะสุกไม่ทั่ว เมืองรอคพอทมีความภาคภูมิใจในรูของ  โดนัทมาก ถึงกับสร้างป้ายทองแดงจารึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้เอาไว้


โพรารอยด์คืออะไรโพรารอยด์เป็นวัตถุโปร่งแสงชนิดหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการตัดแสงที่มันจ้าเกินไป มันจะช่วยให้สายตาของเราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น เรานำโพรารอยด์มาทำเป็นแว่นกันแดด ทำที่กรองแสงในกล้องถ่ายรูปเป็นต้น โพรารอยด์ประกอบด้วยวัตถุโปร่งแสงที่มีลักษณะเป็นผลึก ซึ่งสามารถสะท้อนแสง และทำให้แสงพุ่งไปในทางเดียวกันได้ เพราะโดยปกติแล้วรังสีของแสงที่ส่องสว่างให้เราเห็นนั้นจะมีการประจายไปในทุกทิศทุกทาง แต่เมื่อรังสีเหล่านี้ผ่านเข้าไปในโพรารอยด์ จะทำให้แสงพุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เราสามารถมองเห็นได้


กำแพงเสียงคืออะไรกำแพงเสียงเป็นภาพการสมมติ แต่มีปรากฏการณ์ชนิดหนึ่งเกิดขึ้นคล้ายๆ กับเป็นกำแพงเสียง ซึ่งเป็นแรงที่ดึงให้เครื่องบิน บินได้ช้าลง เมื่อเครื่องบินบินเร็วใกล้ความเร็วของเสียง ซึ่งเป็นความเร็วประมาณ 332 เมตร/วินาที ในขณะที่เครื่องบินบินอยู่ในอากาศนั้น มันจะดันให้คลื่นเสียงชิดกันมากขึ้น ยิ่งเมื่อเครื่องบินบินใกล้ความเร็วของเสียงมากเพียงไร คลื่นเสียงก็จะถูกกดดันมากขึ้นทุกทีในที่สุดทำให้เกิดเป็นเสียงสนั่นหวั่นไหว เครื่องบินที่บินได้เร็วกว่าเสียงนั้น เรียกว่า ซุปเปอร์โซนิค การสร้างเครื่องบินให้บินเร็วกว่าเสียงนั้น เป็นปัญหาที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่มาก เพราะทำให้เกิดมลภาวะทางเสียงต่อมนุษย์และสัตว์ เพราะเสียงของคลื่นเสียงที่เกิดขึ้นนั้นดังมากทีเดียว และเป็นอันตรายต่อประสาทหู


ระเบิดพวง
      


       ระเบิดพวงคือระเบิดที่ด้านหัวมีลักษณะคล้ายกระบอก บรรจุระเบิดลูกเล็ก ๆ อีกจำนวนมาก ระเบิดชนิดนี้มีศักยภาพโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ เช่น ยานยนต์หุ้มเกราะ คน หรือเพื่อวางเพลิง มันอาจครอบคลุมพื้นที่เป็นวงกว้าง แต่ไม่มีการนำทางที่แม่นยำ นอกจากนี้ยังมีอัตราด้านถึง 5% คืออาจจะไม่ระเบิดโดยทันที แต่จะเป็นเหมือนทุ่นระเบิดที่อาจระเบิดขึ้นในอีกหลายปีให้หลัง
      
       ระเบิดพวงมาตรฐานที่สหรัฐฯ ใช้คือ CBU-87/B น้ำหนักราว 430 กิโลกรัม บรรจุระเบิดเล็ก BLU-97/B ได้ 202 ลูก ทิ้งได้จากเครื่องบินโจมตีหลายแบบและหลายระดับความสูง เมื่อทิ้งลงมาหางของระเบิดจะทำให้ระเบิดหมุน โดยมีอัตราเร็วต่าง ๆ กันไปได้ 6 ระดับ และกระบอกบรรจุระเบิดเล็กจะเปิดออกที่ระดับความสูงระดับหนึ่งระดับใดที่กำหนดไว้ล่วงหน้าได้ 10 ระดับ ระหว่าง 300-3,000 ฟุต
      
       เมื่อกระบอกระเบิดเปิดออก ระเบิดลูกเล็กสีเหลืองขนาดเท่ากับกระป๋องน้ำอัดลมราว 200 ลูกจะกระจายออกเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่ได้ราว 200 x 400 เมตร ขึ้นอยู่กับอัตราเร็วการหมุนและระดับความสูงที่ปล่อยระเบิด
      
       ระเบิดลูกเล็กจะปล่อยส่วนหางพองลม ที่ช่วยรักษาสมดุลและทำให้แน่ใจว่านำส่วนหัวลง ตัวระเบิดเล็กมีดินระเบิดที่สามารถเจาะทะลุเกราะได้ลึกราว 17 เซนติเมตร แตกเป็นกระสุนปืนใหญ่ได้ราว 300 ชิ้น ทำให้เกิดรัศมีการระเบิดได้ถึง 76 เมตร นอกจากนี้ระเบิดเล็กบางชนิดยังมีเครื่องตรวจจับความร้อน ที่จะช่วยนำทางไปหาเครื่องยนต์ของยานพาหนะด้วย
      

 



อีบอม์
      
       การเปิดฉากโจมตีอิรักของสหรัฐฯในปฎิบัติการล้มล้างซัดดัมของบุชที่ คาดกันว่า อาวุธแรกสุดที่ สหรัฐฯจะงัดออกมาใช้คือ “อีบอมบ์” ซึ่งเป็นระเบิดที่มีอานุภาพทำลายล้างระบบไฟฟ้า อิเลคทรอนิกส์ และ การสื่อสารแรงสูง โดยไม่ก่ออันตรายต่อชีวิตของประชาชน ก่อนที่เราจะได้เห็นประสิทธิภาพอีบอมบ์ “ผู้จัดการออนไลน์”ขอนำข้อมูลที่สายัณห์ เล็กอุทัย เจ้าของคอลัมน์ คารวะแผ่นดิน ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการที่เคยเขียนถึงอีบอมบ์เอาไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2544 มาเสนอให้ทราบดังนี้
      
       การสร้างระเบิดอี-บอมบ์มาจากการพัฒนาของวงการวิทยาศาสตร์ทางการทหารที่ได้นำเทคนิคของอีเอ็มพี (EMP) หรือ Electromagnetic Pulseมาเสริมเข้ากับระบบการช่วยเสริมการรบของทั้ง 3 เหล่าทัพจึงมีการทุ่มงบประมาณมหาศาลเข้าสู่โครงการนี้
      
       ทำให้เกิดการค้นคว้าสิ่งใหม่ๆ สืบเนื่องจากนี้ คือ มีการทำลายแยกเป็น 2 ระบบคือ ระบบเข้าทางประตูหน้า และระบบเข้าทางประตูหลังร่วมกันหรือ Front Door & Back Door Coupling
      
       การทำลายระบบสื่อสารฝ่ายตรงข้ามด้วยคลื่นระบบ EMP นี้ให้เข้าทางเสาอากาศหรือฐานรับสัญญาณที่มีอยู่ตามปกติ โดยการอัดกระแสแม่เหล็กไฟฟ้าแรงสูง ดันตามทางเข้าตรงเรียก Front Door ประตูหน้าเช่นใช้คลื่นวิทยุเรียก R.F. Bomb เป็นตัวนำส่วนประตูหลังก็คือ การกระจายแรงอัดของคลื่นที่
      
       เดินทางไปสมทบอีกส่วนหนึ่ง โดยการตั้งปรับระดับความแรงและขนาดคลื่นสั้น-ยาวตามเป้าหมายก่อให้เกิดการไหม้ระบบภายในของสายและอุปกรณ์เครื่องมือ
      
       ระเบิดแบบคลื่นความถี่วิทยุหรือ R.F. Bomb เป็นการเน้นการทำลายระบบสาธารณูปโภค Infrastructure ของเมืองหรือของข้าศึกที่อาศัยอยู่ใต้พื้นดินลึก หรืออยู่ในถ้ำ/อุโมงค์/หรืออาคารที่ก่อสร้างแบบพรางตา
      
       หลักการคือใช้ E-Bomb ร่วมกับ R.F. Bomb ทำลายเครือข่ายการรับส่งวิทยุ โทรศัพท์ โทรคมนาคมที่สามารถควบคุมอาณาบริเวณหรือเฉพาะจุดก็ได้โดยผ่านการจุดระเบิดทำให้เกิดการช็อต (Short)Circuit ลัดวงจรด้วยคลื่นความถี่สูงให้ผ่านเสาอากาศฐานดาวเทียมหรือเสาโทรทัศน์ที่รับสัญญาณภาพตามบ้านทั่วไปก็อาจถูกทำลาย รวมถึงตัวเครื่องรับโทรทัศน์อีกด้วยแม้แต่หน่วยรบที่ขุดหลุมหลบภัยใต้ดินคลื่นนี้ก็จะไหล จากเสาอากาศลงสู่สายสู่เครื่องรับปลายทาง และทำลายระบบไฟฟ้าให้เสื่อมเสียหายในที่สุดอาวุธประเภทนี้จัดอยู่ในหมวดอาวุธสมัยใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องทำลายชีวิตเพียงแต่ทำลายอุปกรณ์หรือหวังผลเฉพาะกิจเพื่อให้หมดสมรรถภาพในการต่อสู้ป้องกันตัวพ่ายแพ้ไป ระบบนี้เรียก Non-Lethal Weapon
      
       อาวุธที่ไม่ทำให้ถึงกับตาย เพียงแต่พิการชั่วคราว


ลักษณะเฉพาะของ BGM-109 โทมาฮอว์ก
      
       ความยาว: 5.56 เมตร (18 ฟุต)
      
       น้ำหนัก: 1,300 กิโลกรัม (ประมาณ 2,200 ปอนด์)
      
       ความกว้างปีกสู่ปีก: 2.67 เมตร (ราว 9 ฟุต)
      
       พิสัย: 1,600 กิโลเมตร
จรวดร่อน
      
      
       จรวดร่อนเป็นชื่อสามัญของอาวุธที่นำวิถีตัวเองได้ และบินได้ในลักษณะเดียวกับเครื่องบิน ในทางทหารนับว่าเป็นอาวุธที่ราคาถูก (ประมาณ 600,000 ดอลลาร์) สร้างได้ง่าย สามารถปล่อยจากทะเล พื้นดิน หรืออากาศได้ครั้งละมาก ๆ จรวดร่อนชนิดที่มีชื่อคุ้นหูกันที่สุด คือ BGM-109 โทมาฮอว์ก ที่สหรัฐฯ ใช้ถล่มอิรักในช่วงสงครามอ่าว
      
       เมื่อจรวดถูกปล่อยสู่อากาศมันจะกางปีก จากนั้นก็เปิดระบบนำทางและสื่อสาร ในช่วงต้น ๆ ระเบิดจะนำทางด้วยระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นดิน (GPS) และคำนวณทิศทางการบินจากการเคลื่อนไหวตั้งแต่ปล่อยจรวด เมื่อปล่อยออกมาแล้วเป็นการยากที่จะหยุดจรวดร่อนได้ โดยเฉพาะถ้าปล่อยออกมาเป็นชุด เพราะจรวดมีขนาดเล็กและเคลื่อนที่ได้เร็ว
      
       จรวดร่อน “อ่าน” พื้นที่ที่บินผ่านได้ ด้วยซอฟต์แวร์เปรียบเทียบระดับความสูงต่ำของภูมิประเทศ (TERCOM) โดยเปรียบเทียบภาพที่เห็นบนพื้นดินกับภาพ 3 มิติของเส้นทางที่กำหนดไว้ และปรับระดับการบินตามนั้น และเมื่อเข้าไปใกล้เป้าหมายก็จะใช้ระบบนำทาง DSMAC ที่แม่นยำมากขึ้นเพื่อเปรียบเทียบเป้าให้ตรงกับที่กำหนด จากนั้นก็ยิงหัวอาวุธหนัก 1,000 ปอนด์เข้าใส่เป้า
      
       จรวดร่อนเป็นอาวุธที่สหรัฐฯ เลือกใช้ตั้งแต่หลังสงครามอ่าวปี 1991 และเริ่มสะสมเรือที่สามารถยิงจรวดร่อนชนิดโทมาฮอว์กได้ในช่วงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ อ้างว่าจรวดนี้มีความแม่นยำถึง 90% แต่ก็ไม่มีการยืนยันคำกล่าวอ้างดังกล่าวจากหน่วยงานอิสระอื่น
      
       แม้เทคโนโลยีจะมีความแม่นยำสูง แต่เครื่องบินร่อนก็มีโอกาสปฏิบัติงานผิดพลาด เพราะซอฟต์แวร์กำหนดไว้ว่าจรวดต้องบินจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดเท่านั้นจึงจะเทียบตำแหน่งได้ นอกจากนี้หากข้อมูลแผนที่ที่ใส่ไว้ไม่ดีจรวดก็อาจทำงานผิดพลาด
      
       สหรัฐฯ ตั้งใจจะพัฒนาจรวดร่อนให้มีความสามารถสูงกว่านี้ โดยสามารถบินรอบเป้าหมายและส่งภาพถ่ายกลับยังฐานได้ เพื่อให้ผู้บังคับการสรุปว่าเป็นเป้าหมายที่ต้องโจมตีหรือไม่ และหากเป้าหมายถูกทำลายไปแล้วเจ้าหน้าที่ควรจะสามารถสั่งให้จรวดไปทำลายเป้าหมายอื่น ๆ ที่สั่งการไว้ หรือเพิ่มข้อมูลตำแหน่งของเป้าหมายใหม่เข้าไปก็ได้
      


ขีปนาวุธสกั๊ด
      
      
       ปี 1974 อิรักได้รับเครื่องส่งสกั๊ด-บี และตัวขีปนาวุธจากสหภาพโซเวียต โดยรวมแล้วเชื่อกันว่าอิรักได้นำเข้าขีปนาวุธที่ใช้เชื้อเพลิงเหลวชนิดนี้ทั้งหมด 800 ลูก และเครื่องส่งขีปนาวุธเคลื่อนที่อีก 11 เครื่อง

กลางทศวรรษ 1980 อิรักเริ่มโครงการขยายศักยภาพของสกั๊ด-บีให้มีวิถีไกลขึ้น และออกแบบ "เครื่องยนต์ถอยหลัง" เพื่อผลิตขีปนาวุธชนิดทำเองแบบใหม่ที่มีอำนาจมากขึ้น ดังที่รู้จักกันในชื่อ อัล ฮุสเซน, อัล ฮิจาราห์, อัล แอ็บบาส์, และอัล อาบิด
      
       จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการปลดอาวุธของสหประชาชาติ หรืออันสคอม ไม่พบหลักฐานว่ามีการนำเข้าสกั๊ดและเครื่องส่งขีปนาวุธจากประเทศอื่นอีก
      
      
       ประวัติการใช้
      
       ในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน โดยเฉพาะในปี 1988 อิรักใช้ขีปนาวุธสกั๊ดที่ปรับปรุงวิถีแล้วเข้าโจมตีอิหร่าน โดยจรวดสกั๊ดที่ใช้มีวิถีไกลไปถึงกรุงเตหะราน ทั้งนี้เชื่อกันว่าอิรักได้ยิงขีปนาวุธสกั๊ดราว 500 ลูกไปยังอิหร่าน ระหว่างปี 1980 - 1988
      
       ในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1991 อิรักยิงสกั๊ดราว 90 ลูกไปที่อิสราเอล คูเวต ซาอุดีอารเบีย และกองทัพพันธมิตรในแถบนั้น แม้จะไม่ได้สร้างความเสียหายมากมาย แต่ก็ทำให้เกิดความตื่นตระหนก และทำให้ชื่อของขีปนาวุธชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก
      
      
       ศักยภาพ
      
       ต้นแบบขีปนาวุธสกั๊ด-บี ทั้งหมด ได้แก่ อัล ฮุสเซน, อัล แอ็บบาส์, อัล ฮิจาราห์, และอัล อาบิด ล้วนแต่เป็นขีปนาวุธวิถีใกล้ ใช้เชื้อเพลิงเหลว และต้องปล่อยจากเครื่องส่งเคลื่อนที่ที่มีน้ำหนักมาก ทั้งนี้หากวัดตามมาตรฐานปัจจุบันแล้ว คงต้องบอกว่าสกั๊ดเป็นอาวุธที่โบราณและพื้นฐานมาก ๆ
      
       สกั๊ดมีระบบนำวิถี รักษาการทรงตัวแบบหยาบ ๆ ซึ่งจะทำงานระหว่างที่จรวดถูกยิงเท่านั้น ซึ่งก็กินเวลาประมาณ 80 วินาที สำหรับสกั๊ดรุ่นอัล ฮุสเซน ซึ่งเป็นที่นิยมใช้มากที่สุด เมื่อเครื่องยนต์ของจรวดหยุดทำงาน ขีปนาวุธและหัวอาวุธก็จะเคลื่อนที่ไปยังเป้าหมายโดยไม่มีการนำทาง จรวดสกั๊ดของอิรักจึงได้ชื่อว่าขาดความแม่นยำเป็นอย่างยิ่ง และยิ่งพุ่งไปไกลเท่าไร ความแม่นยำก็น้อยลงเท่านั้น
      
       อย่างไรก็ตามมีความหวาดกลัวกันมาก ว่าอิรักจะใช้ประโยชน์จากสกั๊ดด้วยการนำหัวอาวุธเคมีหรือชีวภาพมาติดกับขีปนาวุธ แต่ก็มีการโต้เถียงกันว่า อิรักยังมีสกั๊ดที่ใช้การได้เหลืออยู่อีกหรือไม่
      
       ผู้ตรวจอาวุธอันสคอมกล่าวว่า ได้ทำลายสกั๊ด 48 ลูก ระหว่างการทำงานในอิรัก และสกั๊ดอีกเกือบ 819 ที่รู้ว่ามีการนำเข้าก็ถูกทำลายหมดแล้ว อย่างไรก็ตามสถาบันยุทธศาสตร์ศึกษานานาชาติคาดการณ์ว่า อิรักอาจมีสกั๊ดหลายสิบลูกแอบซ่อนอยู่
      
ขีปนาวุธสกั๊ด-บี ของอิรัก – ข้อมูลจาก Federation of American Scientists
      
ขีปนาวุธ วิถี
อัล ฮุสเซน 600 กิโลเมตร
อัล ฮิจาราห์ 750 กิโลเมตร
อัล แอ็บบาส์ 900 กิโลเมตร
อัล อาบิด (ทามมูซ-2) 3,000 กิโลเมตร

เรือบรรทุกเครื่องบิน “ธีโอดอร์ รุสเวลต์”
      
      
       เรือบรรทุกเครื่องบิน ธีโอดอร์ รุสเวลต์ ของสหรัฐฯ มีลักษณะไม่ต่างจากสนามบินลอยน้ำ โดยสามารถปล่อยเครื่องบินรบ 4 ลำทุกๆ 1 นาที จากดาดฟ้าที่เป็นลานบินอันมีพื้นที่ 4.5 เอเคอร์
      
       ธีโอดอร์ รุสเวลต์ และเรือบรรทุกเครื่องบินพลังนิวเคลียร์ชั้น “นิมิตซ์” ลำอื่นๆ อีก 7 ลำ คือแกนหลักของกำลังนาวีสหรัฐฯในเวลานี้ ซึ่งสามารถปฏิบัติการในขอบเขตทั่วโลก
      
       ระหว่างออกปฏิบัติการ เรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์เหล่านี้ ไม่ได้ไปเพียงลำพัง แต่จะมีฐานะเป็นศูนย์กลางของกองเรือรบ 1 กอง ซึ่งประกอบไปด้วย เรือลาดตระเวนติดขีปนาวุธ , เรือพิฆาต , เรือฟริเกต , เรือส่งกำลังบำรุง, และเรือดำน้ำ
      
       เรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์มีความยาวกว่า 1,082 ฟุต (330 เมตร) และหนักเกือบ 100,000 ตัน แต่ละลำบรรทุกเครื่องบินได้เต็มที่ 85 ลำ โดยเก็บไว้ในโรงเก็บใต้ชั้นดาดฟ้า และมีลูกเรือของตัวเรือเองตลอดจนของเครื่องบินที่บรรทุกมา รวมแล้วกว่า 5,000 คน
      
       นอกจากมีเรือบริวารคอยระแวดระวังแล้ว ภายในเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ยังอาวุธป้องกันตัวเองเพียบ อาทิ ขีปนาวุธ, ปืนเรือ , และอาวุธเป้าลวงชนิดต่างๆ
      
      
       ข้อมูลจำเพาะ
      
      
       ลูกเรือ: 5,500
      
       เครื่องบิน: 85
      
       ความเร็ว: 34.5 ไมล์ต่อชม. (30น็อต)
      
       ความยาว: 330 เมตร (1082 ฟุต)
      
       ความกว้าง(ลานบินดาดฟ้า): 76.8 เมตร (252 ฟุต)
      
       น้ำหนัก: 86,100 ตัน


US: เครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกล B-2 Spirit
      
       รูปร่างโดดเด่นแปลกตา ที่เป็นแฉกหยักแหลมทรงสามเหลี่ยมของเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกล บี-2 อันเป็นเครื่องรุ่นใหม่ของกองทัพอากาศสหรัฐฯนี้ คือส่วนสำคัญส่วนหนึ่งซึ่งทำให้มันมีคุณสมบัติ stealth --สามารถหลบหลีกการตรวจจับของเรดาร์ข้าศึกได้
      
       ในอดีตที่ผ่านมา ลูกเรือของเครื่องบินทิ้งระเบิดย่อมต้องฝึกฝนวิธีบินในระดับต่ำมากๆ เพื่อพยายามหลบเร้นจากเรดาร์ฝ่ายศัตรู แต่สำหรับ บี-2 เครื่องบินทิ้งระเบิด 4 เครื่องยนต์ชนิดนี้ ด้วยคุณสมบัติซึ่งทำให้เรดาร์ตรวจจับได้ยาก ทำให้มันสามารถปฏิบัติการในระดับเพดานบินสูงๆ ซึ่งหมายถึงการมีพิสัยปฏิบัติการได้ดีกว่า และมีขอบเขตในการค้นหาและถล่มโจมตีเป้าหมายได้กว้างขวางยิ่งกว่า
      
       ด้วยราคาลำละประมาณ 1,300 ล้านดอลลาร์ จึงมีการสร้าง บี-2 ขึ้นมาเพียง 22 ลำ โดย 16 ลำได้รับมอบหมายภารกิจทำการสู้รบ
      
       จุดอ่อนของมันคือ สารเคลือบผิวเครื่องบินซึ่งเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้มันหลีกเร้นเรดาร์ได้ มีความจำเป็นต้องได้รับการซ่อมบำรุงหลังจากภารกิจในแต่ละเที่ยว ถึงแม้กองทัพอากาศสหรัฐฯบอกว่า ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่พูดกันจนเว่อร์หรอก อีกทั้งการดูแลรักษา บี-2 ก็ไม่จำเป็นถึงขั้นต้องให้มันอยู่เฉพาะโรงเก็บพิเศษของมันเองที่มีระบบควบคุมอากาศเป็นอย่างดี
      
       บี-2 จำนวน 6 ลำ มีส่วนร่วมในการโจมตี 3 วันแรกในศึกอัฟกานิสถาน โดยบินจากบ้านประจำของมันที่ฐานทัพอากาศไวต์แมน มลรัฐมิสซูรี และเติมน้ำมันกลางอากาศหลายๆ หน ตามเส้นทางสู่เป้าหมาย
      
       ด้วยความเร็วระดับสูงสุดเกือบเท่าความเร็วเสียง ภารกิจแต่ละเที่ยวของบี-2 มักกินเวลามากกว่า 40 ชั่วโมง มีอยู่เที่ยวหนึ่งยาวนานถึง 44 ชั่วโมง และว่ากันว่ากลายเป็นเที่ยวบินเพื่อการสู้รบซึ่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การบินทีเดียว ภารกิจยาวนานเช่นนี้ นักบินซึ่งมีอยู่ 2 คนต้องผลัดกันงีบหลับเป็นระยะสั้นๆ
      
       ในศึกอัฟกานิสถาน เที่ยวบินสู้รบของ บี-2 เริ่มต้นจากไวต์แมน เดินทางไปโจมตีในอัฟกานิสถาน แล้วก็ต่อไป่ที่เกาะดิเอโกการ์เซีย ของอังกฤษซึ่งตั้งอยู่กลางมหาสมุทรอินเดีย จากนั้นเครื่องบินก็จะบินกลับบ้าน โดยนักบินคู่ใหม่ที่สดชื่น และใช้เวลาเดินทางราว 30 ชั่วโมง
      
       เครื่องบิน บี-2 สามารถบรรทุกระเบิดนิวเคลียร์หรือระเบิดธรรมดาได้ 40,000 ปอนด์ (18,140 กิโลกรัม) และในระหว่างศึกโคโซโว ก้เป็นเครื่องบินรุ่นแรกที่ได้ใช้ระเบิดนำวิถีด้วยดาวเทียมรุ่นใหม่แบบ จีดีเอเอ็ม
      
      
       ข้อมูลจำเพาะ
      
       ลูกเรือ:2
      
       ความเร็วสูงสุด:เกือบเท่าเสียง
      
       อาวุธหลัก:ระเบิดธรรมดาหรือระเบิดนิวเคลียร์ 40,000 ปอนด์ (18,144 กก.)
      
       ความยาว:69 ฟุต (20.9 เมตร)
      
       จากปลายปีกสู่ปลายปีก:172 ฟุต (52.12 เมตร)
      
       น้ำหนัก:336,500 ปอนด์ (152,635 กิโลกรัม)
      
       พิสัยข้ามทวีป


เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Stratofortress
      
       บี-52 เริ่มเป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ปี 1955 เครื่องบินรุ่นนี้ได้รับการออกแบบมาให้เป็นแกนหลักในกองกำลังเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์พิสัยไกลของสหรัฐฯ แต่บ่อยครั้งก็ถูกนำมาใช้ทิ้งระเบิดที่ไม่ใช่นิวเคลียร์ด้วย
      
       ในสงครามอ่าวเปอร์เซีย บี-52 เป็นผู้โปรยระเบิดประมาณ 40% ของระเบิดซึ่งฝ่ายอเมริกันและพันธมิตรใช้กัน ส่วนในสงครามโคโซโว บี-52 ที่ติดตั้งจรวดร่อนรุ่นยิงจากอากาศ ก็เป็นผู้เปิดฉากการโจมตีกองกำลังฝ่ายยูโกสลาเวีย
      
       เครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นนี้มีความยาวเกือบ 160 ฟุต (49 เมตร) และช่วงจากปลายปีกหนึ่งสู่อีกปลายหนึ่งก็ยาวถึง 185 ฟุต (56 เมตร) มันต้องใช้เครื่องยนต์ไอพ่นเทอร์โบแฟนถึง 8 เครื่อง ติดตั้งกระจายอยู่ที่ปีกโดยแบ่งเป็น 4 คู่
      
       แม้ทำความเร็วสูงสุดได้เพียงราว 650 ไมล์ต่อชั่วโมง (1,046 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) แต่บี-52 ก็มีพิสัยปฏิบัติการโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงเลย ถึงกว่า 8,000 ไมล์ (12,870 กิโลเมตร) ขณะที่บรรทุกระเบิดอยู่ 10,000 ปอนด์ (4,536 กิโลกรัม) อีกทั้งสามารถบินสูงจนถึงระดับ 50,000 ฟุต (15,240 เมตร)
      
       อันที่จริง เครื่องบินรุ่นนี้ยังสามารถบินในระดับต่ำๆ โดยใช้ระบบเรดาร์แสดงสภาพพื้นดินที่อยู่ข้างหน้าเครื่องบินเป็นระยะทางไกลถึง 10 ไมล์ ทว่าบทบาทนี้ของมันได้ถูกยกเลิกไปแล้ว
      
       พวกนักบินจะต้องสวมหน้ากากสำหรับใช้มองในเวลากลางคืน เพื่อให้สามารถมองฝ่าความมืดมิดได้
      
       บี-52 ในอดีตแต่ละลำเคยใช้ลูกเรือ 6 คน ประจำอยู่ภายในเครื่องซึ่งสร้างเป็น 2 ชั้น แต่ในเวอร์ชั่นปัจจุบันใช้ลูกเรือเพียง 5 คน เนื่องจากหน้าที่พลปืนหลังได้ถูกยกเลิกไป ลูกเรือทั้ง 5 คนได้แก่ ผู้บังคับการ, นักบินผู้ช่วย , เจ้าหน้าที่สงครามอิเล็กทรอนิก , ต้นหน , และ ต้นหนเรดาร์ ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ปล่อยระเบิด
      
       ช่องบรรจุอาวุธภายในเครื่องบินที่มีความยาว 28 ฟุต ตลอดจนบริเวณช่องติดตั้งใต้ปีกของ บี-52 แบบปัจจุบัน ซึ่งเป็นแบบ เอช สามารถบรรจุระเบิดและขีปนาวุธรวมๆ กันไปได้หลายชนิด อาทิ ระเบิดขนาด 500 ปอนด์ (227 กิโลกรัม) 51 ลูก , ระเบิดพวง 30 ชุด, หรือขีปนาวุธจรวดร่อน 20 ลูก
      
       สหรัฐฯมี บี-52 จำนวน 44 ลำเตรียมพร้อมไว้ใช้ปฏิบัติการสู้รบอยู่ตลอดเวลา คาดหมายกันว่าเครื่องบินรุ่นนี้ยังจะถูกใช้งานต่อไปอีก 40 ปี
      
      
      
       ข้อมูลจำเพาะ
      
       ลูกเรือ:5
      
       อาวุธหลัก:ระเบิดและขีปนาวุธน้ำหนักรวมกัน 70,000 ปอนด์ (31,500 กก.)
      
       ความยาว:159 ฟุต 4 นิ้ว (48.5 เมตร)
      
       จากปลายปีกสู่ปลายปีก:185 ฟุต (56.4 เมตร)
      
       ความเร็วสูงสุด:650 ไมล์ต่อชั่วโมง (1,046 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
      
       น้ำหนัก:488,000 ปอนด์ (219,600 กิโลกรัม)
      
       พิสัย:8,800 ไมล์ (14,160 กิโลเมตร)
      


โรคทางเดินหายใจ เฉียบพลันรุนแรง ( Severe Acute Respiratory Syndrome: SARS)
เกิดจากเชื้อไวรัส (RNA ไวรัส ) ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นสายพันธุ์ใด ซึ่งไม่ใช่เชื้อไข้หวัดใหญ่ ไวรัส มีเชื้ออยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ติดต่อทางการหายใจคล้ายไข้หวัด คือ การไอ จาม รดกัน และการสัมผัสกับเชื้อ ที่อาจติดปนเปื้อน อยู่กับของใช้ส่วนตัว
ระบาดในภูมิภาคต่างๆ 13 ประเทศทั่วโลก เมืองและประเทศที่พบผู้ป่วยและมีการเกิดโรคดังกล่าวมีดังนี้ เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา, เมืองสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์, เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม, มณฑลกวางตุ้ง, ฮ่องกง, ไต้หวัน ประเทศจีน
   ผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลก (ฮู) และฮ่องกง กล่าวว่า ไวรัสมรณะ แพร่ระบาด ผ่านของเหลว จากน้ำมูกหรือการไอ การติดเชื้อโดยตรง มักจะเกิดขึ้นภายใน รัศมีประมาณ 1 เมตร   

อาการของโรค     ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการป่วย ภายใน 2-7 วัน บางรายอาจจะนานถึง 10-14 วัน อาการป่วย ได้แก่ ไข้ (อุณหภูมิ สูงเกิน38 องศาเซลเซียส) เจ็บคอ ไอ ถ้าเป็นมากอาจมีอาการหอบหรือหายใจลำบาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ กว่าร้อยละ 90 จะหายป่วยภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่บางรายมีอาการปอดอักเสบรุนแรงถึงเสียชีวิต อัตราผู้ป่วยเสียชีวิตประมาณ ร้อยละ 3.5

 


เครื่องจักรกลของ  ATWOOD

ใส่ค่ามวลของลูกบอล  2  ลูก  "มวล1"  และ  " มวล 2"  กดปุ่ม go  ถ้ามวลทั้งสองมีค่าแตกต่างกัน  มวลจะมีการเคลื่อนที่ด้วยความแร่ง  ถ้าเรากดปุ่ม ความเสียดทาน มวลของรอกจะนำมาคิดร่วมด้วย  ให้เราใส่ค่า  " มวล 3"  ลงไป   แต่ถ้าไม่มีความเสียดทาน  มวลของรอกไม่ต้องนำมาคิด  ในที่นี้ความหมายของคำว่าความเสียดทาน คือความเฉื่อยของรอกนั่นเอง

ใบบันทึกผลการทดลอง

m1  =  5    No  friction

m2 a ทดลอง a ทฤษฎี
6    
7    
8    
9    
10    

m1  =  5 ,  m3  =  2       friction    กดที่รูปภาพหรือที่นี่เพื่อเข้าสู่การทดลอง

 


  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต  

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์